วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

1. ก้าวแรกสู่สังเวียน (1) - เณรน้อยหัวใจวัยสะรุ่น



1. ก้าวแรกสู่สังเวียน (1)
...เด็กน้อย นั่งเหม่อลอย  ปล่อยน้ำตาให้ไหลแข่งกับสายลมที่เสียดสีแก้ม และเสียงรถไฟที่ดัง กำลังแล่นไปสู่เมืองกรุง (โรแมนติกน่าดู..) ผมหวนนึกถึงวันเวลาที่ได้เล่นกับเพื่อน ๆ ได้หัวเราะ พูดคุยกับญาติ ๆ ได้กินข้าวพร้อมหน้ากับพ่อแม่ และน้องที่กำลังเดินต๊อแต๊ะ  นึกถึงใบหน้าที่นองด้วยน้ำตาของแม่ก่อนจากกันตอนอยู่ที่สถานีรถไฟนครลำปาง  มันช่างเป็นวันที่ข่มขืนมาก  แต่นี่แหละ ความเจ็บปวดที่เราทุกคนจะต้องเคยสัมผัสจากการพลัดพรากไม่มากก็น้อย  สักวันหนึ่งใคร ๆ ก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ วันหน้า ไม่ว่ามันจะเป็นวันเวลาไหนก็ตาม ย่อมมีสักวันที่เราต้องจากกัน และหนทางที่ทุกคนจะต้องเดินไป ในที่สุดของชีวิต นั่นคือ ความตาย (แต่ไม่ใช่ว่าผมจะเข้ากรุงเทพฯ ไปตายนะ แค่พูดถึงเรื่องความตายว่าไม่มีใครสามารรถหลีกเลี่ยงได้ต่างหาก)
สำหรับก้าวแรก..ทำไมต้องรู้สึกกลัว ...รู้สึกหวั่น... รู้สึกเหงา เป็นก้าวแรกสู่สังคมที่มีศีลธรรม ซึ่งคนทั่วไปมองว่ามีศีลธรรมมากกว่าคนปกติ เป็นก้าวแรกสู่สังเวียนสงฆ์ เป็นก้าวแรกสู่อนาคตที่ดีกว่า ...
เนื่องจากสถานะทางสังคมของผมไม่ค่อยดี  หรือที่เรียกว่า จนนั่นเอง คำว่าจน ใคร ๆ ก็ไม่อยากได้ จนตรอก จนใจ  จนปัญญา จนความคิด จน ๆ ๆ ๆ  ยิ่งหากจนปัญญายิ่งแล้วใหญ่ ทำตัวให้ตกต่ำยังไม่พอ ยังลากคนอื่น ๆ รอบข้าง สังคมประเทศชาติเสียหายอีก นี่แหละ ปัญหาของคำว่า จนพูดถึงผมที่เกิดมาในครอบครัวที่มีสถานะไม่ดี  แต่ทำอย่างไรได้เล่า  ผมก็ต้องยอมรับกับความจริง แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด  และการที่ผมก้าวเข้ามาสู่สังคมผ้าเหลือง นี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการพัฒนาตัวเอง  แถมยังได้โปรโมชั่นพิเศษ เป็นการพัฒนาจิตใจด้วย อะไรมันช่างวิเศษอย่างนี้!
เวลาเราทำอะไรเป็นสิ่งแรก ที่ส่งผลกระทบกับเราอย่างแรง หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกกลัวเสมอ เพราะเขาไม่ได้เตรียมการ หรือเตรียมแผนอะไรไว้ แน่นอนว่า...ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน  แต่อย่างไงซะ  ถึงผมจะรู้สึกกลัว อย่างน้อยผมก็มีหลักยึด ในเวลาที่ผมกลัว ในเวลาที่ผมเหงา หรือคิดถึง หรือแม้กระทั่วในเวลาที่ผมไม่มีกำลังใจในการเดินหน้าต่อสู้กับอุปสรรค ผมยึด...เป้าหมาย 
เป้าหมาย ผมมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง ด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง นั่นคือ การทำให้พ่อแม่มีความสุข ผมต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นที่พึ่งของน้อง เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ นี่ไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่เป็นการทำเพื่อตัวของผมเองทั้งนั้น ผมมีความสุขที่เห็นพ่อ แม่ และน้องของผมมีความสุข เป้าหมายอาจจะไม่ใช่ประโยชน์เพื่อตัวเราโดยตรง แต่มันก็เป็นเป้าหมายที่ผมพากเพียร และมุ่งมั่นที่จะทำ  บางครั้ง ผมมักจะเดินออกนอกเส้นทางของเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้  แต่สุดท้ายแรงบันดาลใจ หรือกำลังใจจากคนที่เรารัก และคนที่รักเรา ก็จะเป็นลูกศรชี้ทางให้ไปสู่เส้นทางที่ผมได้ตั้งไว้  ไม่ให้ออกไปนอกเส้นทางที่มันควรจะเป็น  บางครั้งผมท้อ ว่าทำไม ผมต้องจน ผมต้องเกิดมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้.. ไม่มีคำตอบหรอก หากมัวแต่หาคำตอบ โดยไม่รู้จักพัฒนาตัว ก็ต้องจมปรักอยู่กับอดีต แต่สำหรับตอนนี้ คำถามพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสมองของผมแล้ว  หลายครั้งผมเห็นข่าวเกี่ยวกับพ่อแม่หย่าร้าง  พ่อแม่ทะเลาะกัน จนเป็นปมด้อยให้เด็ก ทำให้ครอบครัวไม่มีความสุข  หรือแม้กระทั่งการทำแท้ง  ผมภูมิใจในครอบครัวของผมเพราะครอบครัวผมไม่ได้หย่าร้างกัน ทะเลาะกันก็นิดหน่อย พอเป็นกระสัยไม่ให้รสชาติของการเป็นครอบครัวหายไป ผมรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ ที่ทำให้ผมเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นอย่างนี้  หากมีใครที่กำลังคิดดูถูกตัวเองอยู่  หรือรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย จงอย่า!!!.....อย่าคิดอย่างนั้น  ล้มเลิกความคิด แล้วพิชิตความคิดเน่า ๆ เหล่านั้นด้วย....ตั้งเป้าหมายแล้วจงไปให้ถึง  มีบางคนกล่าวไว้ว่า เป้าหมายมีไว้...พุ่งชน จงเร่งเครื่องยนต์ด้วยปัญญาของท่านแล้วบึ่งไปสุดความสามารถ
หากเรามีเป้าหมายเป็นถนนที่เด่นชัด มีแรงบันดาลใจเป็นน้ำมันที่เต็มถังมีสติปัญญาเป็นกำลังแรงม้า  เราก็จะทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น แม้บางครั้งเราจะเดินออกเส้นทางของเป้าหมายที่เราได้วางไว้บ้าง  แต่สุดท้าย ถ้ามีแรงบันดาลใจที่แรงพอ  ถ้าเรามั่นคง เชื่อมั่นและมีหลักไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ เราก็จะถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน!
 เป้าหมายเป็นทั้งเครื่องป้องกันตัวเราขั้นเทพ
นั่นสิ แล้วตอนนี้ผมก็เป็นสามเณรเรียบร้อยแล้ว! รอว่า เมื่อไร่ จะได้ไปบิณฑบาตสักที  ตื่นเต้นจริง ๆ ....